Welcome, Guest. Please login or register.

Share

ผู้เขียน หัวข้อ: แนวทางการทำตลาดยุค 2012  (อ่าน 23 ครั้ง)

Admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 835
  • 0
  • เมื่อ: เมษายน 29, 2015, 06:55:09 PM
[marketing]แนวทางการทำตลาดยุค 2012

“เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน”

ถึงกาลที่ตำราการตลาดเปลี่ยน
ถ้าหากตอนนี้เราไปหยิบตำราการตลาดเมื่อสัก 20 ปีก่อนมาใช้ อาจใช้ ไม่ได้ผลเหมือนเมื่อก่อนแล้ว?

Commoditization Market คือ สภาพตลาดในปัจจุบันนี้เป็นตลาดที่เปิดเสรี ไม่มีความแตกต่างในตัวสินค้า ทำให้ง่ายต่อผู้ซื้อ มีอำนาจการต่อรองสูง ส่วนด้านคนขายทำให้มีการแข่งขันสูง กำไรลดลง ทำให้ตำราการตลาดเก่าๆอาจใช้ไม่ได้ผลในปัจจุบันนั่นเอง

เดี๋ยวนี้สินค้าที่เราขายก็ไม่ได้มีแค่เราที่ขายคนเดียวอยู่แล้ว หรือถ้าขายคนเดียวจริงๆ เมื่อขายดีมากๆอีกไม่นานก็จะมีคู่แข่งทางการค้าเข้ามาและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เหตุผลเพราะทุกวันนี้เทคโนโลยี และการสื่อสาร ทำให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายและเร็ว อะไรที่เราทำได้ก็เป็นไปได้ที่คนอื่นก็จะทำได้เช่นกัน

ถ้าหากเราต้องการจะเป็นผู้นำตลาดจริงๆ  การแข่งขันด้วยตัวผลิตภัณฑ์นั้น อาจต้องพัฒนาสินค้าและต่อยอดธุรกิจไปเรื่อยๆ นั่นคือ เราจะเป็นผู้นำตลาด
แต่จะทำได้หรือ!?

ในยุคปัจุุบันนี้ โดยมาก การแข่งขันไม่ได้เน้นไปทางด้านสินค้าเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่มันมีปัจจัยอื่นๆเที่ต้องคิดมากขึ้น เช่น บริการหลังการขาย การประกันสินค้า การตลาด การปิดการขาย การเลือกกลุ่มเป้าหมายในการทำตลาด เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อยอดขายและความอยู่รอดของธุรกิจ

วันนี้เราจึงจำเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องของการตลาด เพื่อใช้ในการวางแผน วิเคราะห์ตลาด ออกแบบโปรโมชั่นให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เพราะวันนี้ถ้าเราจะอาศัยแค่ว่าสินค้าดีราคาถูกอย่างเดียว (price) คงไม่ได้เเล้ว ยิ่งถ้าแข่งกันถูกตัดราคากันไปตัดกันมาสุดท้ายกำไรแทบไม่มี และทำให้อยู่ในธุรกิจไม่ได้

ยกตัวอย่าง กลยุทธ์ด้านราคา
ต้องการเปิดร้านอินเตอร์เน็ต เพราะเห็นว่ารายได้ดี เเต่ทันทีที่เปิด ร้านอินเตอร์เน็ตเจ้าเดิมใช้กลยุทธ์ด้านราคา ลดราคา ลดมากซะจนร้านที่เข้ามาใหม่ ไม่สามารถทนอยู่ได้
โดยกลยุทธ์ดังกล่าว ใช้เงินทุนเพื่อสกัดกั้น และทำลายคู่เเข่ง (ทุบราคา) จากนั้นเมือสำเร็จ เจ้าตลาดเดิมก็กลับมา โดยทำตลาดแบบปกติเช่นเดิม

สินค้าจะขายได้ หรือไม่ได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเพียงอย่างเดียว คนหลายคนยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีขึ้น บริการที่ดีกว่า ได้ความมั่นใจที่มากขึ้น เช่น
รถยนต์คันละ 50ล้าน กับ คันละ 1 ล้าน ก็ขับได้ เเต่ทำไมบางคนยงัซื้อคันละ 50ล้านเพราะอะไร?
กระเป๋าแบรนด์เนม 100,000 กระเป๋า ธรรมดา 100 ก็ใส่ของได้เหมือนกัน มันต่างกันเพราะอะไร?
โทรศัพท์มือถือ เครื่องละ 1,000 บาทกับ เครื่องละ 20,000กว่าๆ อย่าง iphone ทำไมคนซื้อกันถล่มทลาย?
เสื้อผ้าตัวละ 99บาท กับตัวละหลายๆพันบาท ก็ใส่ได้เหมือนกันเเต่ทำไมคนยังซื้อ?